:: สมดุล ‘ชีวิตเอียง’ ทำให้ ‘เตียงหัก’
   วันที่ 01 มิ.ย. 2561 | จำนวนผู้เข้าชม 529 ครั้ง |

เรื่อง... ปรียา  พลอยระย้า 

สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล

 

            การเปลี่ยนแปลงและวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้คนทำงานในปัจจุบันต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน สังคม ครอบครัว และตนเอง เพราะต้องบริหารจัดการการดำเนินชีวิต ให้มีสัดส่วนที่เหมาะสม และเกิดความสมดุลในมิติต่าง ๆ ของชีวิต

            ปัจจุบัน คนทำงานต่างก็ประสบปัญหาในการสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงาน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม สภาพแวดล้อมการทำงานที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ความคาดหวังที่จะก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การไขว่คว้าหาความมั่นคง และความสุขในการดำเนินชีวิต

 

40% ของคนลาออกเพราะขาดสมดุลชีวิต

            จากงานวิจัยเรื่องการเพิ่มผลิตผลกับการบริหารความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน พบว่า ภาวการณ์แข่งขันและโลกาภิวัตน์ มีผลร้ายต่อสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัวและการทำงานของพนักงาน (Nick Bloom, 2006) และผลการวิจัยจาก CareerBuilder ซึ่งเป็นหน่วยงานเกี่ยวกับการจัดหางาน ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับเหตุผลของพนักงานที่ลาออกจากงานในปี 2014 ได้ระบุว่า การทำงานที่ไม่มีสมดุลชีวิตและการทำงานที่ดี (Work-life balance) เป็นเหตุผลในการลาออกถึงร้อยละ 40 เป็นลำดับที่ 2 ของเหตุผลทั้งหมด

            นอกจากนี้ พนักงานส่วนใหญ่ในองค์กร ที่ไม่สามารถจัดการชีวิตตนเองได้ ต้องทำงานมากขึ้น จนบางครั้งไม่มีเวลา หรือสามารถจัดสรรเวลาสำหรับชีวิตความเป็นอยู่ของตนเอง ครอบครัว และสังคมได้ เนื่องจากความจำเป็นที่ต้องการสร้างครอบครัวให้มีความมั่นคง มีระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี รวมทั้งเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพการงานที่ดีขึ้น

            ด้วยเหตุปัจจัยเหล่านี้ ล้วนส่งผลให้การดำเนินชีวิตและการดูแลครอบครัวของทั้งผู้หญิงและผู้ชาย เกิดความตึงเครียด และเป็นปัจจัยพื้นฐานที่นำไปสู่การหย่าร้าง

 

1 ใน 3 ของคนจดทะเบียนสมรสจูงกันไปหย่า

            ข้อมูลของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า สถิติการหย่าร้างของครอบครัวไทยยุคใหม่ ค่อนข้างเปราะบางและมีความน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะปัญหาการหย่าร้างที่สูงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2555 มีผู้จดทะเบียนสมรสใหม่ทั่วประเทศจำนวน 314,338 คู่ และมีคู่สมรสเก่าจดทะเบียนหย่า 111,377 คู่ คิดเป็นร้อยละ 35 ของคู่ที่จดทะเบียนสมรสใหม่

            นอกจากนี้ การจดทะเบียนหย่าร้างถือว่าเพิ่มสูงกว่าช่วง 9 ปีที่ผ่านมาถึงร้อยละ 27 โดยในปี 2546 มีผู้จดทะเบียนสมรส 328,356 คู่ แต่มีคู่สมรสเก่าจดทะเบียนหย่า 80,836 คู่ (กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย, 2559)

            ขณะเดียวกัน กรมสุขภาพจิต ได้เปิดเผยสาเหตุที่นำไปสู่ความเปราะบางและความเสี่ยง จนเกิดการหย่าร้างในครอบครัวมากขึ้น

            ประการแรก มาจากผลกระทบความมั่นคงในครอบครัวโดยเฉพาะสามีและภรรยาซึ่งเป็นคนตั้งต้นครอบครัวใหม่ ได้รับแรงกดดันมาจากการใช้ชีวิตภายนอกครอบครัว โดยเฉพาะความตึงเครียดจากสภาพการทำงานมีมากขึ้น เมื่อกลับมาถึงบ้านต่างก็มีความตึงเครียดกลับเข้ามาด้วย หากไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้ ก็จะนำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้ง และทำให้ชีวิตครอบครัวยุติลง

            ประการที่สอง มาจากต่างฝ่ายต่างพึ่งพาตนเองได้ มีงานทำ มีอาชีพ มีรายได้เลี้ยงตัวเองได้ ทำให้เกิดความรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นต้องพึ่งคู่ชีวิตอีกคน ความอดทนจึงน้อยลง

            ทั้งนี้ ผลที่เกิดขึ้นหลังจากหย่าร้างกันของสามีภรรยา ส่วนใหญ่จะพบว่า มีการเลี้ยงดูบุตรหลานด้วยตนเองเพียงลำพัง หรือครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวมากขึ้น ซึ่งสร้างปัญหาตามมา เนื่องจากเด็กต้องการความอบอุ่นจากทั้งพ่อและแม่มากกว่าต้องการจากพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว ทำให้แม้ทั้งสองคนจะตัดสินในการยุติบทบาทสามีภรรยา แต่ก็ยังต้องคงบทบาทความเป็นพ่อแม่ของลูกคงเดิม ด้วยเหตุนี้การทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสมดุลแห่งชีวิตและการหย่าร้างของคนทำงานนั้นจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะการหย่าร้างเป็นปัจจัยในการขัดขวางการพัฒนาทุนมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ

 

คนทำงานในองค์กรมีสมดุลชีวิตแค่ปานกลาง

            งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งสนใจประเด็นการหย่าร้างของคนทำงานองค์กรในประเทศไทย ที่มีสถานภาพสมรส แต่งงานและอยู่ด้วยกัน, แต่งงานแต่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ,อยู่ด้วยกันโดยไม่ได้แต่งงาน และหย่า/แยกทาง/เลิกกัน มาศึกษาเพื่อดูความสัมพันธ์ของปัจจัยสมดุลแห่งชีวิตกับการหย่าร้าง

            กลุ่มเป้าหมายของการศึกษาคือ คนทำงานในองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจ ในประเทศไทย ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปี ขึ้นไป ในโครงการจับตาสถานการณ์ความสุขของคนทำงานในประเทศไทย (HAPPINOMETER) สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ในปี พ.ศ. 2558 ซึ่งเป็นโครงการที่มีการดำเนินการจัดทำฐานข้อมูลความสุขคนทำงานในองค์กร เพื่อรายงานสถานการณ์คุณภาพชีวิตและความสุขคนทำงานในประเทศไทย ได้นำมาวิเคราะห์เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างสมดุลแห่งชีวิตและการหย่าร้างของคนทำงานองค์กรในประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 58,487 คน โดยมีหน่วยวิจัย (Unit of Analysis) คือ บุคคล

            จากผลการวิเคราะห์พบว่า ในภาพรวมสมดุลชีวิตของคนทำงานองค์กรในประเทศไทย มีค่าเฉลี่ย 3.42 อยู่ในระดับปานกลาง และมิติที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยสมดุลชีวิตสูงที่สุดคือ มิติครอบครัว มีค่าเฉลี่ย 3.53 อยู่ในระดับดีมาก รองลงมาคือ มิติการทำงาน มีค่าเฉลี่ยยู่ที่ 3.39 อยู่ในระดับดี และ มิติชีวิตส่วนตัวกับมิติสังคม มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 3.37 อยู่ในระดับดี ซึ่งไม่แตกต่างกันมากนัก ตามลำดับ

 

เจนเอ็กซ์มีโอกาสหย่ามากกว่าเจนวาย 2 เท่า

            งานวิจัยชิ้นนี้สามารถสรุปผลการศึกษาหลักๆ ได้ดังนี้

           - ตัวแปรทางด้านเพศ พบว่า ผู้หญิงมีความสัมพันธ์กับการหย่าร้างในทิศทางบวก โดยมีโอกาสในการหย่าร้างสูงกว่าผู้ชาย ถึง 2 เท่า เมื่อค่าตัวแปรอื่นเท่ากัน

           - ตัวแปรกลุ่มอายุ พบว่า Generation X มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการหย่าร้าง โดยมีโอกาสในการหย่าร้างสูงกว่า Generation Y ถึง 2 เท่า (95% CI: 2.035-2.528) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.001)

           - ตัวแปรระดับการศึกษา พบว่า ระดับการศึกษาม.ปลาย/ ปวช. ปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรีมีความสัมพันธ์กันในทิศทางลบกับการหย่าร้าง โดยม.ปลาย/ ปวช. มีโอกาสหย่าร้างต่ำกว่า ม.ต้นหรือต่ำกว่า อยู่ร้อยละ 12 เมื่อค่าของตัวแปรอื่นเท่ากัน ในขณะที่ปริญญาตรีมีโอกาสในการหย่าร้างต่ำกว่า ม.ต้นหรือต่ำกว่า อยู่ร้อยละ 40 และสูงกว่าปริญญาตรี มีโอกาสในการหย่าร้างน้อยกว่า ม.ต้นหรือต่ำกว่าถึงร้อยละ 56 เมื่อค่าของตัวแปรอื่นเท่ากัน

           - ตัวแปรจำนวนบุตร พบว่า การมีบุตรตั้งแต่จำนวน 1 คนขึ้นไป มีผลในทิศทางบวกกับการหย่าหย่าร้าง ซึ่งสามารถแปลผลได้ว่า คนที่มีบุตรจำนวน 1 คน มีโอกาสในการหย่าร้างสูงกว่า คนไม่มีบุตรถึง 2 เท่า เมื่อค่าตัวแปรอื่นเท่ากัน ในขณะที่คนที่มีบุตรจำนวน 2 คน มีโอกาสในการหย่าร้างสูงกว่าคนไม่มีบุตรอยู่ร้อยละ 52 และคนที่มีบุตรจำนวน 3-4 คน มีโอกาสในการหย่าร้างสูงกว่า คนไม่มีบุตรอยู่ร้อยละ 35 ส่วนคนที่มีบุตรตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับการหย่าร้าง

           - ตัวแปรด้านลักษณะงาน พบว่า ลักษณะงานด้านการผลิตมีความสัมพันธ์ในทิศทางลบกับการหย่าร้าง โดยงานด้านการผลิตมีโอกาสในการหย่าร้างน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับงานสำนักงาน อยู่ร้อยละ 33 (95% CI: 0.677-0.889) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.001) ส่วนงานด้านการบริการและการบริหารไม่มีความสัมพันธ์ ใด ๆ กับการหย่าร้าง

           - ตัวแปรด้านสภาพการจ้างงาน พบว่า สภาพการจ้างงานตามสัญญาจ้าง รายวัน และตามผลงาน มีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกกับการหย่าร้าง โดยสภาพการจ้างงานตามสัญญาจ้างมีโอกาสในการหย่าร้างสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับงานประจำถึงร้อยละ 83 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.01) เมื่อค่าตัวแปรอื่นเท่ากัน สภาพการจ้างงานตามผลงานมีโอกาสหย่าร้างสูงกว่าผู้ที่ทำงานประจำ ถึง 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ทำงานประจำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.001)

          - ตัวแปรด้านอายุงานในองค์กรปัจจุบัน พบว่า อายุงานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป มีความสัมพันธ์ในทิศทางลบกับการหย่าร้าง ซึ่งสามารถแปลผลได้ว่า อายุงานระหว่าง 3-5 ปี มีโอกาสหย่าร้างน้อยกว่า อายุการทำงานไม่ถึงปี ถึงร้อยละ 24  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.01) อายุงานระหว่าง 6-9 ปี มีโอกาสหย่าร้างน้อยกว่า อายุการทำงานไม่ถึงปี ถึงร้อยละ 25 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.01) และคนทำงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป มีโอกาสหย่าร้างน้อยกว่า ทำงานไม่ถึงปี ถึงร้อยละ 29 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.001)

 

ชีวิตมีสมดุลช่วยลดโอกาสเสี่ยงการหย่าร้าง

          เมื่อมาพิจารณาถึงสมดุลชีวิต พบว่า มีความสัมพันธ์กับการหย่าร้างในทิศทางลบ นั่นหมายความว่า เมื่อสมดุลชีวิตเพิ่มขึ้น 1 หน่วย จะลดโอกาสในการหย่าร้างลง ร้อยละ 37 เมื่อค่าของตัวแปรอื่นเท่ากันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.001) และเมื่อแยกวิเคราะห์เป็นรายมิติ พบว่า มีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันคือ ทิศทางลบของมิติชีวิตส่วนตัว กับมิติครอบครัว คือ เมื่อค่าคะแนนมิติชีวิตส่วนตัวเพิ่มขึ้น 1 หน่วย จะลดโอกาสในการหย่าร้างลง ร้อยละ 15 เมื่อค่าของตัวแปรอื่นเท่ากันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.05) และเมื่อค่าคะแนนมิติครอบครัวเพิ่มขึ้น 1 หน่วย จะลดโอกาสในการหย่าร้างลง ร้อยละ 50 เมื่อค่าของตัวแปรอื่นเท่ากันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p= 0.05)

          ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ปัญหาการหย่าร้างของคนทำงานองค์กรในประเทศไทย มีความสัมพันธ์กันกับปัจจัยด้านประชากร และปัจจัยด้านสมดุลชีวิตในหลายมิติ

            โดยมีข้อค้นพบที่น่าสนใจอยู่หลายประการด้วยกัน ประการแรกคือ เรื่องของอายุ โดย Generation X มีโอกาสในการหย่าร้างสูงกว่า Generation Y ถึง 2 เท่า อีกทั้งยังสอดคล้องในสาเหตุด้านการศึกษาที่พบว่า การศึกษาของคู่สมรสที่ไม่สูงมากนัก เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการหย่าร้าง เพราะอาจจะทำให้มีปมด้อย หรือแม้ประเด็นที่มีความต่างกันทางการศึกษาของคู่สมรส ก็อาจจะเกิดความขัดแย้งจนนำไปสู่การหย่าร้าง

            อีกข้อค้นพบหนึ่งที่สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมาคือ ประเด็นการทำงาน พบว่า มีความสอดคล้องกับผลการศึกษาเรื่อง การวิเคราะห์องค์ประกอบปัจจัยที่ทำให้เกิดการหย่าร้างในครอบครัวไทย ของ นวลละออ สุภาผลและคณะ (2552) ที่ให้เหตุผลไว้ว่า ความมั่นคงในอาชีพการงานถือเป็นตัวกำหนดที่สำคัญทางปัจจัยด้านเศรษฐกิจ หากคนทำงานมีรายได้ที่ดีขึ้น มีความมั่นคงในหน้าที่การงานและการเงิน จะช่วยเพิ่มโอกาสในการแต่งงานและลดโอกาสในการหย่าร้างได้

 

งานไม่มั่นคงส่งผลทำให้ชีวิตคู่สะเทือน

            จากการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า สภาพการจ้างงานตามสัญญาจ้าง รายวัน และตามผลงาน มีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกกับการหย่าร้าง โดยตามสัญญาจ้างมีโอกาสในการหย่าร้างสูงกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับงานประจำ ถึงร้อยละ 83 และสภาพการจ้างงานตามผลงานมีโอกาสหย่าร้างสูงกว่าประจำ ถึง 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับงานประจำ

            เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยสมดุลชีวิต พบว่า ยังไม่มีการศึกษาประเด็นนี้อย่างจริงจัง ซึ่งผลการศึกษาครั้งนี้ ได้ค้นพบว่า สมดุลชีวิต มีความสัมพันธ์กับการหย่าร้างในทิศทางลบ นั่นหมายความว่า เมื่อสมดุลชีวิตเพิ่มขึ้น 1 หน่วย จะลดโอกาสในการหย่าร้างลงร้อยละ 37 หรือแปลง่ายๆ ได้ว่า ถ้าคนทำงานไม่มีสมดุลชีวิตที่ดี หรือมีสมดุลที่ลดลงไม่เกิดความสมดุล (Balance) แล้วนั้น จะทำให้มีโอกาสในการหย่าร้างสูงขึ้น และเมื่อดูรายเป็นรายมิตินั้น ทั้งมิติชีวิตส่วนตัวและมิติครอบครัว ล้วนเป็นมิติที่สำคัญในชีวิต หากไม่สามารถจัดการ และบริหารเวลา ให้เกิดความสมดุลได้แล้วนั้น ปัญหาการหย่าร้างอาจจะตามมาเป็นเป็นได้

 

องค์กรควรใส่ใจความสมดุลชีวิตพนักงาน

          การค้นพบประเด็นใหม่ถึงความสัมพันธ์ระหว่างการหย่าร้างกับสมดุลชีวิตนั้น เป็นประโยชน์อย่างมากในการที่ช่วยให้บุคคลหรือคู่สมรสที่อยู่ในวัยทำงาน ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และเอกชน ได้ตื่นตัว และให้ความสำคัญกับการบริหารชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว การเข้าสังคม-พบปะเพื่อนฝูง และการบริหารงาน ให้เกิดความสมดุล ไม่ควรทุ่มเทด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป

            นอกจากนี้ องค์กรต่าง ๆ ควรส่งเสริมสมดุลชีวิตของบุคลากรในองค์กร ให้มีความสมดุลด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นภาระงานที่เหมาะสม สวัสดิการ การเลื่อนขั้น เลื่อนเงินเดือน ที่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งสภาพแวดล้อมในที่ทำงาน ก็เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดความเครียดหรือความผ่อนคลายได้เช่นเดียวกัน

            สังคมจะดีมีคุณภาพได้ ต้องมาจากผลรวมของครอบครัวที่ดีและเข้มแข็ง ขณะเดียวกัน ครอบครัวจะดีมีคุณภาพได้ ต้องอาศัยการบริหารจัดการสมดุลในชีวิตของสมาชิกในบ้าน การหย่าร้างเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ที่คนในครอบครัวสามารถเข้าไประงับทำให้ทุเลาได้ก่อนปัญหาจะบานปลาย

            การบริหารจัดการชีวิตให้ลงตัวทั้งที่บ้านและที่ทำงาน จะทำให้ครอบครัวอยู่ดีมีสุข องค์กรได้ผลิตผลเพิ่มขึ้น สังคมน่าอยู่ สุดท้ายแล้วก็จะเป็นผลรวมความเข้มแข็งของคนในชาติ

 

 

 

โครงการ การพัฒนาสร้างเสริมความสุขคนทำงานเพื่อความยั่งยืน โดยการดำเนินงานในรูปแบบ “ศูนย์วิจัยความสุขคนทำงานแห่งประเทศไทย”
(Healthy Workplace for All: Thailand Centre for Happy Worker Studies: TCHS)

             สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
 999 ถ.พุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170
 โทรศัพท์ 02-441-0201-4 ต่อ 536  (คุณพัจนันท์ ศิริรัตน์มงคล)  หรือ 02-441-0201-4 ต่อ 520  (คุณสุภาณี ปลื้มเจริญ)


Admin
www.free-counter-plus.com